ราคาทองคำโลก (Gold Spot) และราคาทองในประเทศเริ่มส่งสัญญาณปรับฐานลง หลังจากดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) แข็งค่าขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่ 3 แตะระดับ 98.79 หน่วย ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 4.32% ขานรับตัวเลขดัชนี PMI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีเกินคาด สะท้อนเศรษฐกิจยังแข็งแกร่งและลดความหวังเรื่องการเร่งลดดอกเบี้ย
วิเคราะห์ราคาทองคำและปัจจัยที่ต้องจับตา
สถานการณ์ทองคำในขณะนี้ถูกกดดันจากทั้งปัจจัยทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความตึงเครียดสูง โดยมีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ดังนี้
- ปัจจัยกดดันจากสหรัฐฯ: ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ที่สูงกว่าคาด ทำให้ตลาดกังวลว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ยสูงไว้นานขึ้น นอกจากนี้กองทุน SPDR ยังมีการเทขายทองคำออกมา 1.72 ตัน
- ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง: ปธน.ทรัมป์ สั่งจับตาช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวดและขู่ทำลายเรืออิหร่านหากมีการวางทุ่นระเบิด ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนราคาทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเป็นระยะ
- อิทธิพลเปโตรดอลลาร์: การที่ UAE ร้องขอวงเงินสว็อปสกุลเงิน เพื่อคงสถานะดอลลาร์ในการค้าขายน้ำมัน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนค่าเงินดอลลาร์ให้แข็งค่าและกดดันราคาทองคำ
- แนวโน้มทางเทคนิค: ราคาทองโลกทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,686 ดอลลาร์ หากหลุดแนวรับถัดไปที่ 4,670 ดอลลาร์ อาจเห็นการปรับฐานลงต่อเนื่องไปสู่ระดับที่ต่ำกว่าเดิม
สำหรับราคาทองคำในประเทศ (96.5%) วันที่ 24 เมษายน 2569 ฮั่วเซ่งเฮงประเมินแนวรับไว้ที่ 72,050 และ 71,900 บาท โดยมีแนวต้านอยู่ที่ 72,500 และ 72,700 บาท แนะนำนักลงทุนทยอยซื้อสะสมที่แนวรับและไม่ควรไล่ราคาในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวนสูง
สรุป
แนวโน้มราคาทองคำในระยะสั้นยังอยู่ในช่วงปรับฐานจากการแข็งค่าของดอลลาร์และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ราคาทองดีดกลับได้ทุกเมื่อ คืนนี้แนะนำติดตามดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจาก ม.มิชิแกน เวลา 21.00 น. ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางราคาทองคำในช่วงถัดไป